กรดไหลย้อนขึ้นคอเป็นภาวะทางการแพทย์ที่สร้างความไม่สบายและอาการผิดปกติหลายอย่างในบริเวณลำคอและกล่องเสียง ซึ่งเกิดจากการทำงานผิดปกติของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง ทำให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารและลำคอ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ความรู้สึกแสบร้อนในคอ, เสียงแหบ, กลืนลำบาก, มีเสมหะ, ไอเรื้อรัง, และรู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในคอ ซึ่งไม่ควรปล่อยให้เรื้อรัง จึงทำบทความนี้แนะนำวิธีรักษากรดไหลย้อนขึ้นคอเบื้องต้น
อาการกรดไหลย้อนขึ้นคอ VS กรดไหลย้อนทั่วไป ต่างกันอย่างไร?
แม้กรดไหลย้อนทั่วไปและกรดไหลย้อนขึ้นคอจะมีอาการที่คล้ายกัน แต่กรดไหลย้อนขึ้นคอมีลักษณะเฉพาะเจาะจงที่เกี่ยวข้องกับอาการบริเวณลำคอและกล่องเสียง ซึ่งรวมถึงเสียงแหบ, มีเสมหะในลำคอ, และการไอเรื้อรัง ซึ่งต่างจากกรดไหลย้อนทั่วไปที่มีอาการแสบร้อนกลางอกเป็นหลัก
สาเหตุจากการเกิดกรดไหลย้อน
- น้ำหนักขึ้นเร็ว : เมื่อเรามีน้ำหนักขึ้นเร็วเกินและมีไขมันสะสมมากในช่องท้อง จะทำให้ความดันภายในเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งกระเพาะอาหารมีพื้นที่ลดน้อยลง ส่งผลให้กรดในกระเพาะเกิดการไหลย้อนกลับขึ้นหลอดอาหาร นำไปสู่อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก ลำคอ และเกิดการหายใจไม่สะดวก
- การเลือกกินอาหาร : การกินเนื้อสัตว์หรือไขมันมากเกินไปจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตกรดมากขึ้นรวมถึงการย่อยยากขึ้น และเมื่อกรดเหล่านั้นเกินปริมาณที่ควรจะเป็นรวมถึงมีการหมักหมมในกระเพาะ ก็จะเกิดกรดไหลย้อนขึ้น
- พฤติกรรมหลังกิน : หลายคนเมื่อกินอิ่มแล้วมักนอนทันทีหลังจากทานอาหาร หรือบางคนถึงขั้นนอนกิน ซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่กรดจะไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร เนื่องจากร่างกายหลั่งกรดเพื่อย่อยอาหาร และเมื่อนอนลง กรดก็จะไหลย้อนขึ้นมาได้ง่าย
- การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ : การดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลให้กล้ามเนื้อหูรูดที่กระเพาะอาหารคลายตัว ทำให้กรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น
วิธีรักษากรดไหลย้อนขึ้นคอตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงเรื้อรัง
การรักษากรดไหลย้อนขึ้นคอเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใช้สมุนไพรร่วมด้วยได้ ซึ่งรวมถึงการ
- ควบคุมน้ำหนัก
- หลีกเลี่ยงการทานอาหารก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง
- งดอาหารเผ็ดจัด และมัน
- ลดหรือหยุดบริโภคแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
- ออกกำลังกาย 30-50 นาที เบาๆเพื่อ ลดความเครียด
- ไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไป
- หยุดสูบบุหรี่
- ไม่นอนหลังจากทานอาหารโดยทันที
- ยกระดับศีรษะขณะนอนเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยลดอาการกรดไหลย้อนขึ้นคอได้ โดยการใช้หมอนเพิ่มเติมหรือการปรับเตียงให้มีมุมเอียง เพื่อไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหารและลำคอในขณะที่นอน
การใช้ยาในการรักษากรดไหลย้อน
นิยมใช้ยาลดกรด อย่างยากลุ่ม Proton Pump Inhibitor (PPI) เช่น Omeprazole ก่อนอาหาร 30-60 นาที เป็นหนึ่งในวิธีการรักษา แต่มีข้อจำกัดว่าทานติดต่อกันนานเกิน 1 ปี อาจทำให้
- ความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินและแร่ธาตุ: Omeprazole ลดความเข้มข้นของกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจส่งผลให้การดูดซึมวิตามิน B12, แมกนีเซียม, และแคลเซียมลดลง การขาดสารอาหารเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ เช่น ภาวะกระดูกพรุนและการเสื่อมสภาพของระบบประสาท
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อ: การลดความเข้มข้นของกรดในกระเพาะอาหารอาจลดประสิทธิภาพของกระเพาะอาหารในการฆ่าเชื้อโรคที่เข้ามากับอาหาร ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เช่น การติดเชื้อ C. difficile ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียรุนแรง
- ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไต: การใช้ PPIs ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาไต เช่น ภาวะไตอักเสบและไตวาย
- เพิ่มความเสี่ยงต่อกระดูกพรุน: การใช้ PPIs ในระยะยาวอาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของการหักของกระดูกสะโพก ข้อมือ และกระดูกสันหลัง เนื่องจากการลดดูดซึมแคลเซียม
อย่าปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อันตรายกว่าที่คิด
การไม่รักษากรดไหลย้อนขึ้นคออาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่อันตรายขึ้น เช่น การอักเสบของหลอดอาหาร, การเสียดสีหรือแผลในหลอดอาหาร, และกรดไหลย้อนยังอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างมะเร็งได้อีกด้วย
การรักษากรดไหลย้อนขึ้นคอต้องใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและอาจต้องใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอและการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาและควบคุมภาวะกรดไหลย้อนขึ้นคอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

