มีงานวิจัยทางการแพทย์จากฝั่งตะวันตกระบุว่าศูนย์รวมสุขภาพของคนเรานั้น 80% อยู่ที่กระเพาะลำไส้ หากระบบกระเพาะลำไส้ดีมีจุลินทรีย์ดีๆ มีแบคทีเรียที่ดีๆ มีโพไบโอติกส์ที่ดีกับร่างกาย ระบบขับถ่ายดีก็จะมีสุขภาพที่ดีเหลือดลมไหลสะดวกส่งผลดีต่อร่างกาย งานวิจัยบอกต่อว่ากว่าครึ่งของผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยนั้นพบว่าส่วนใหญ่ระบบกระเพา ลำไส้ ระบบขับถ่ายมีปัญหา
ลองนึกดูง่ายๆแค่เรื่องท้องผูก คนเราถ้าไม่ถ่ายสัก 3-4 วัน แล้วเรากินเพิ่มเข้าไปทุกวัน คิดดูว่าระบบภายในลำไส้จะสะสมของเสียไว้มากเพียงใด และถ้าเป็นแบบนี้ต่อเนื่องนานๆเป็นเดือนเป็นปีโรคอื่นๆก็จะตามมา
เมื่อท้องผูกจะส่งผลเสียกับร่างกายอย่างไรบ้าง
- อย่างแรกก็จะทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร หรือแผลปริรอบๆ ทวารหนักจากอุจจาระที่แห้งแข็งครูดหลอดเลือดจนฉีกขาด ทำให้ความดันในช่องทรวงอกเพิ่มขึ้น
- ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
- ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดตาและหู
- เป็นโรคได้ง่ายจากของเสียที่อยู่ในลำไส้ เนื่องจากลำไส้เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
- เกิดแก๊สบ่อย ท้องอืดง่าย รวมถึงทำให้อาหารไม่ย่อย
- หากเป็นเรื้อรังนานๆ อาจเกิดเป็นมะเร็งลำไส้ได้
ปัญหาท้องผูกเชื่อว่า หลายๆ คนคงจะมีมาเป็นเวลานานและจะคิดไปว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ความเป็นจริงหากปล่อยให้ท้องผูกติดต่อกันเป็นเวลานานจนเรื้อรัง อาจส่งผลให้เกิดผลเสียหลายอย่าง ทั้งทางร่างกาย รวมไปถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ถ้ารู้เท่าทันอาการท้องผูกจะช่วยให้เรารับมือและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกวิธี
ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ท้องผูกหมายถึงการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่จริงๆ แล้วอาการท้องผูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งหรือความสม่ำเสมอในการขับถ่าย ตราบใดที่สามารถถ่ายได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องเบ่ง อุจจาระนิ่มจับตัวเป็นก้อนดี แม้ 2-3 วันจะถ่ายสักครั้งก็ไม่ถือว่าผิดปกติ แต่ถ้าให้ดีควรต้องถ่ายทุกวันหรือวันเว้นวัน ถ้ามากกว่านั้นไม่ถือว่าดี เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่า การขับถ่ายเป็นเรื่องยาก และหลายครั้งที่จะต้องอยู่ในห้องน้ำเป็นเวลานานหลายชั่วโมงเพื่อเบ่งถ่ายอุจจาระมากหรือเบ่งยาก อุจจาระแข็งมีลักษณะเป็นเม็ดกระสุนหรือเป็นก้อนแข็ง บางครั้งต้องใช้นิ้วล้วงช่วย ทำให้ถ่ายไม่สุดเหมือนมีอะไรมาอุดกั้นอยู่ รู้สึกอึดอัดแน่นท้อง ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าคุณมีอาการท้องผูกอย่างแน่นอน
ท้องผูกมีสาเหตุเกิดจากอะไร
สาเหตุของโรคท้องผูกมีหลายอย่าง ทั้งจากโรคทางกาย เช่น เบาหวาน ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ แคลเซียมในเลือดสูง โรคทางสมองและไขสันหลัง หรือจากโรคของลำไส้ เช่น มะเร็งหรือเนื้องอกของลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ลำไส้ตีบตัน ลำไส้บิดพับกัน ความผิดปกติที่ทวารหนัก รวมทั้งจากยาที่รับประทานประจำ เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยากันชัก ยาลดความดันโลหิต ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของมอร์ฟีน ธาตุเหล็กแคลเซียมอลูมิเนียม
การทำงานของลำไส้หรือกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักควบคุมการขับถ่ายทำงานผิดปกติ เช่น การเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ช้ากว่าปกติ กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักทำงานไม่ประสานกับการเบ่งหรือภาวะลำไส้แปรปรวน
อาการแบบไหนที่เรียกว่าท้องผูก
- สามารถพิจารณาได้จาก ผู้ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ปี
- มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
- มีอาการโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- ถ่ายอุจจาระดำหรือเป็นเลือดอาเจียนดำหรือเป็นเลือด
- ท้องผูกจนมีอาการของลำไส้อุดตัน(ปวดท้องมากอึดอัดแน่นท้องคลื่นไส้อาเจียน)
- น้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ท้องผูกที่รบกวนมากและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือรับประทานยาระบายเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น
หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติมที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก เพราะปัญหาท้องผูกไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลยหรือนิ่งนอนใจ หากปล่อยไว้ให้เรื้อรังอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างริดสีดวงทวาร เกิดแผลที่ทวารหนักหรือลำไส้ตรง ภาวะอุจจาระอัดแน่น รวมไปถึงอาจเป็นอาการแสดงเริ่มต้นของโรคและปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา ซึ่งไม่เป็นผลดีกับร่างกายในระยะยาว
บรรเทาอาการท้องผูกอย่างไร
เริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนการทานอาหาร การใช้ชีวิตให้ถูกต้อง ได้แก่ รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำให้เยอะขึ้นอย่างน้อย 2-3ลิตรต่อวัน รับประทานยา (ไฟเบอร์และยาระบาย) รวมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกายด้วยการหมุนเอวส่ายสะโพก ทุกวันๆล่ะ 5 นาที ร่วมกับการออกกำลังกายแบบอื่นๆวันล่ะ 15-20 นาที ทุกวัน เพื่อให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว ฝึกกิจวัตรในการถ่ายอุจจาระให้สม่ำเสมอและให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายต่อเนื่องและยาวนานโดยไม่จำเป็น
เครื่องดื่มดีๆมีให้เลือกหลากหลาย
นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มดีๆหลายชนิด ที่มีจุลินทรีย์ที่ดี มีโพรไบโอติกส์ดีๆ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว คอมบูช่ะ กิมจิ หรือผงกล้วยน้ำว้าดิบที่ช่วยดูแล กรดไหลย้อน กระเพาะ และลำไส้ ช่วยให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้นเนื่องจากลดจุลินทรีย์ที่ก่อโรค และเพิ่มจุลินทรีย์สุขภาพแทนทำให้ระบบทางเดินอาหารดีขึ้นช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดดีขึ้น ปรับสมดุลลำไส้ ที่เป็นส่วนสำคัญของสุขภาพ ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้นทำให้ระบบขับถ่ายคล่องตัวขึ้นมาก
